“ลิขิตรัก The Crown Princess” ลบความเป็นคู่จิ้น สู่ละครความรักต่างชนชั้นที่แท้ทรู

11 มิ.ย. 61

724 views

เป็นอีกหนึ่งละครที่มีกระแสพูดถึงตั้งแต่ ยังไม่เริ่มฉาย สำหรับละครฟอร์มยักษ์ แนวเจ้าหญิง – เจ้าชายอย่างละครเรื่อง “ลิขิตรัก The Crown Princess” ผลงานของผู้จัดมือทอง “แอน ทองประสม” และเป็นการโคจรกลับมาพบกันเป็นเรื่องที่ 6 ของคู่จิ้นที่ดังที่สุดในยุคนี้


นั่นก็คือ ณเดชน์ และ ญาญ่า เดี๋ยว!! เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเบะปากมองบน หรือบ่นว่าคู่นี้อีกแล้วเหรอ? คุณผู้ชมอย่าเพิ่งตัดสินจากสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่จะรีวิวต่อจากนี้ เราจะมาบอกว่าทำไมคุณถึงควรดูละครของคู่จิ้นคู่นี้…



มาเล่าเนื้อเรื่องคร่าวๆ กันก่อน เรื่องนี้พูดถึงประเทศที่ถูกจำลองขึ้นมา เป็นประเทศเล็กๆ ทางฝั่งยุโรป ชื่อประเทศ “ฮรีสอซ” ที่มีการปกครองแบบระบอบกษัตริย์ โดยมี “คิงเฮนรี่” (อาหนิง นิรุตติ์) เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน และมีรัชทายาทอันดับหนึ่งก็คือ “เจ้าหญิงอลิซ” (ญาญ่า - อุรัสยา)  ซึ่งหลังจากรับตำแหน่ง เจ้าหญิงก็ตกอยู่ในอันตราย ถูกลอบทำร้ายตลอดเวลา และคนที่เจ้าหญิงสงสัยก็คือ อาแท้ๆ และอาสะใภ้ ที่อดีตเคยเป็นแม่เลี้ยงตนเองมาก่อน และขณะที่เจ้าหญิงมาฏิบัติภารกิจที่ประเทศไทย ก็ถูกลักพาตัวและเกือบถูกฆ่าทิ้ง แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจาก “นาวาตรีดวิน”  (ณเดชน์ คูกิมิยะ) นายทหารเรือหนุ่มไทยจากหน่วยรบพิเศษ หลังจากการถูกลอบฆ่าในครั้งนั้น ทำให้คิงเฮนรี่ต้องการที่จะซ่อนตัวเจ้าหญิงจากผู้ร้าย จึงให้เจ้าหญิงปลอมตัวเป็นสามัญชน โดยการแต่งงานกับผู้พันดวิน เพื่อที่จะได้แฝงเข้าไปอยู่ในบ้านพักทหารเรือแบบไม่มีใครสงสัย และก็เกิดเรื่องราวมากมายที่ทำให้ทั้งคู่ต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน จนก่อเกิดเป็นความรักต่างชนชั้นที่ไม่มีทางจะเป็นไปได้ 




ฟังเนื้อเรื่องแฟนๆ หลายๆ คนอาจจะบอกว่าก็พล็อตก็ซ้ำๆ เดิมๆ และแถมยังมีคู่จิ้นที่จับคู่กันถี่จนเริ่มอิ่มตัวจากละครแนวนี้แล้ว แต่เรื่องนี้เราขอบอกเลยว่าลืมความเป็นคู่จิ้นของญเดชน์ – ญาญ่า ไปได้เลย เพราะเรื่องนี้ทั้งคู่ได้โชว์ศักยภาพการเป็นเป็นนักแสดงอย่างเต็มที่และดีมากๆ ทำให้เราได้เห็นว่านี่แหละ คือ ผู้พันดวิน และ เจ้าหญิงอลิซ จริงๆ และต่อให้คุณไม่เป็นแฟนคลับคู่จิ้น NY แต่คุณก็มาสามารถดูละครเรื่องนี้ได้อย่างสนุกสนาน และมีอรรถรสได้




มาเล่าถึง “ญาญ่า” ก่อน ในบทของเจ้าหญิงอลิซ ที่แสนจะเย่อหยิ่ง จองหอง แต่นางก็มีความเก่งกาจ เฉลียวฉลาด และความสง่างามอยู่ในตัว ซึ่งญาญ่าเก็บทุกรายละเอียดความเป็นหญิงได้ทุกกระเบียดนิ้ว แบบไม่มีหลุดคาแรคเตอร์ออกมาเลย เรื่องลุค รูปร่างหน้าตา นี่คือไม่มีที่ติ เป็นเจ้าหญิงที่สวยสง่าสมที่มงจะลงมาก เหมือนหลุดออกจากตามแบบนิยาย นิทานเป๊ะๆ น้ำเสียง สีหน้า แววตาทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้รู้สึกนี่แหละคือเจ้าหญิงจริงๆ และญาญ่าก็ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการความเป็นเจ้าหญิงอลิซที่แสนจะเย็นชา แต่เมื่อมาอยู่กับพระเอก เธอก็ค่อยๆ เผยตัวตนที่แท้จริง ที่มีทั้งความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยวออกมา จนรู้สึกสงสารตัวละครตัวนี้จริงๆ 




พูดถึงนางเอกไปแล้ว มาพูดถึงพระเอกกันบ้าง เรียกว่าทำการบ้านมาดีมาก ณเดชน์ ในบทชายชาติทหารเรือ หัวหน้าหน่วย D-Team  ที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว แถมฉลาดรอบคอบ เหมาะที่จะปราบพยศเจ้าหญิงตัวร้ายให้อยู่หมัด ความดีงามที่นอกจากเราจะได้เห็นหน้าหล่อๆ ซิกแพคแน่นๆ ขาวจั๊วะ น่าเจี๊ยะของณเดชน์แล้ว เรายังได้เห็นการแสดงของณเดชน์ที่มีมิติมากขึ้น ซีนอารมณ์ของคนอยู่ชนชั้นต่ำต้อยกว่า แล้วไปรักคนที่รักไม่ได้ จนต้องพยายามหักห้ามใจตัวเอง และก็หักห้ามใจอีกอีกฝ่ายด้วย สายตาที่เวลามองเจ้าหญิงมันมีความในแฝงทั้งรัก ทั้งห่วง คือใช้อารมณ์สื่ออกมาได้ดีจริงๆ จนแบบคนดูเอาใจช่วยใจจะขาด ส่วนเรื่องการบู๊ ณเดชน์เป็นนักแสดงคนหนึ่งที่บู๊ได้อย่างดุดัน เพราะมีร่างกายที่ดี สมส่วน แข็งแรง เรื่องนี้ต้องยกให้เขาจริงๆ 






และที่ได้กล่าวเปิดหัวไปว่า คุณจะลืมภาพความเป็นคู่จิ้นของณเดชน์-ญาญ่า เพราะการแสดงของทั้งคู่เหมือนได้เป็นการปล่อยของออกมาอย่างเต็มที่ ก้าวข้ามผ่านคำว่าคู่จิ้นไปได้แล้ว ไม่ว่าจะซีนปะทะอารมณ์ สายตา น้ำเสียงไม่เหมือนกับที่เราเคยได้เห็น เล่นปล่อยพลังฟู่ฟ่าใส่กัน และยิ่งเลิฟซีนคือมาเต็มๆ มันเป็นความรักที่ไม่สามารถรักกันได้ แต่มันรักไปแล้ว จะทำยังไงได้ นอกจากต้องเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้ ทั้งคู่เล่นได้รู้สึกถึงความรักที่น่าอึดอัด มันหน่วงๆ แต่ก็รับรู้ถึงความรู้สึกรักเข้าไปเต็มอิ่มในหัวใจ ไม่ต้องมามีฉากบอกรักฟูมฟาย ฉันรักเธออย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทั้งคู่เล่นแสดงออกผ่านทางสายตา รอยยิ้ม เรียกว่าใช้พลังการแสดงกันอย่างเต็มเปี่ยม ส่งรับอารมณ์กันได้ดี ที่ชอบมากๆ คือมีการใช้ร่างกายในการสื่อความรู้สึก หรือที่เรียกว่า Body Language ภาษากายที่ใช้สื่อสารแทนคำพูด โดยเราจะไม่ค่อยได้เห็นกันง่ายๆ เพราะต้องมีควบคุมร่างกาย และใช้ฝีมือการแสดงที่มีมิติ มีความละเอียด และมีชั้นเชิง



คือนอกจากความดราม่าที่ละครเรื่องนี้ใส่มาเต็มๆ แล้ว อีกสิ่งที่ต้องชมเลยคือ บทบู๊ ทำออกมาได้สวยและสมจริงมาก คือรู้สึกว่าบู๊แบบจริงๆ จังๆ มาก ไม่ใช่มีแต่ซาวน์เอฟเฟคต์มาทำหลอกๆ แล้วทำท่าทางให้ดูเนียนๆ ไป เตะเป็นเตะ ต่อยเป็นต่อย คิวบู๊มีความสวยงาม เก็บรายละเอียดได้ทุกเม็ด นักแสดงเล่นได้อย่างปราดเปรียว ไม่มีมาก๊อกแก๊กทำหลอกคนดู เวลาได้ดูแล้วมันอิน





 และที่ต้องชมจริงๆเลย ยกความดีความชอบให้กับทีมงามเรื่องนี้ โดยเฉพาะ “แอน ทองประสม” ที่ต้องบอกเลยทำหน้าที่ตั้งแต่ผู้จัดยันสแตนอิน ครบทุกตำแหน่ง เรียกว่าเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว  ทำได้ดีไม่เสียชื่อ ละครเรื่องออกมาดีมากตั้งแต่บทละคร การดำเนินเรื่องที่เร็ว กระชับฉับไว ไม่เยิ่นเย้อ มีที่มาที่ไป เหมือนได้ดูซีรีส์ฝรั่ง สร้างปมให้เราได้ค้นหา และคิดตามตลอด การตัดต่อที่มีความน่าตื่นเต้น มี่มุมกล้องที่สวย ยิ่งพอได้โลเคชันสวยๆ ด้วยแล้ว คือควรค่าแก่การดูมาก ฉากแต่ละใส่ใจรายละเอียด เสื้อผ้า หน้าผม นี่เป๊ะตั้งแต่หัวจรดเท้า ฉากยิ่งใหญ่สมจริง สมกับเป็นละครเจ้าหญิงเจ้าชาย ถ้าจะบอกว่าในปีนี้มีละครเรื่องไหนที่ชอบมาก Mello ขอยกให้ละครเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องในดวงใจเลย





หากคุณมองข้ามความเป็นละครคู่จิ้นไปได้ เราเชื่อว่าละครเรื่อง “ลิขิตรัก The Crown Princess”  จะเป็นละครที่ดีในใจคุณได้ไม่ยาก เพราะเขามาครบจริงๆ อยากให้เปิดใจรับชม สามารถติดตามได้ทุกวันจันทร์ – อังคาร เวลา 20.20 น. ทางช่อง 3HD หรือรับชมย้อนหลังผ่านทางเว็บไซต์ Mello.me และดูผ่านทางแอปพลิเคชัน Mello Thailand คลิกชมที่นี่ >> https://mello.me/drama/735